ผู้บริหาร

นายวิชา โอฐเจริญชัย
ผู้อำนวยการสถานศึกษา
เมนูโรงเรียน
ประวัติโรงเรียน
สัญลักษณ์โรงเรียน
วิสัยทัศน์ / ปรัชญา
พันธกิจ / เป้าหมาย
เพลงโรงเรียน
หลักสูตรที่เปิดสอน
ปฏิทินกิจกรรม
ข้อมูลอาคารสถานที่
ทำเนียบผู้บริหาร
คณะกรรมการสถานศึกษา
คณะกรรมการศิษย์เก่าโรงเรียน
คณะกรรมการนักเรียน
ข้อมูลนักเรียน
เผยแพร่เอกสารวิชาการ
นิเทศภายในโรงเรียน
ห้องเรียนอาเซียน
อัตลักษณ์โรงเรียน
เอกลักษณ์โรงเรียน
ดินปลูกจามจุรีศรีดอนไชย
เศรษฐกิจพอเพียงของเรา
เผยแพร่เกร็ดความรู้เศรษฐกิจพอเพียง
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
แบบสำรวจความคิดเห็น
งานบุคคลควรพัฒนาด้านใดมากที่สุด
การตรงต่อเวลา
ทำงานเต็มเวลา
รู้หน้าที่ รับผิดชอบ
อบรมคุณธรรมจริยธรรม
ดูผลโหวด
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 30/06/2011
ปรับปรุง 17/03/2014
สถิติผู้เข้าชม 238440
Page Views 295196
ลิงค์ที่น่าสนใจ














เผยแพร่เกร็ดความรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ความรู้เศรษฐกิจพอเพียง

เกร็ดความรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา คำอธิบาย: http://www.northernstudy.org/web54/images/stories/article/philosophy/img001.gifและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี 

หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้

  1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา
  2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
  3. คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กันดังนี้
    • ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่นการผลติ และการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
    • ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
    • การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล
  4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
    • เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
    • เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
  5. แนวทางปฏิบัติ / ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี

เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ

เศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสียงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณ 
คำอธิบาย: http://www.northernstudy.org/web54/images/stories/article/philosophy/img002.gifและความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี

เศรษฐกิจพอเพียงความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการ และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม เฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม

ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐาน กับ แบบก้าวหน้า ได้ดังนี้

ความพอเพียงในระดับบุคคล และครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝน และประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว จากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่ง และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว

อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม

ความพอเพียงในระดับชุมชน และระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ

กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัว หรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่ม และส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามกำลังและความสามารถของตน ซึ่งจะสามารถทำให้ ชุมชนโดยรวม หรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง

ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่

ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจ สร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือ ร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลักไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 71.54 KB
การทำก้อน EM บำบัดน้ำเสีย

การทำก้อน EM บำบัดน้ำเสีย

 

วัสดุที่ใช้

1.ปุ๋ยหมักโบกาชิ 10ส่วน*

2.รำละเอียด 1ส่วน

3.ทรายละเอียด 1ส่วน

4.ดินโคลน 1ส่วน

5.em สูตรขยาย (ราดพอชุ่ม)*

วิธีการผสม

1.นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2.ปั้นเป็นก้อนๆเท่าลูกเปตอง

3.แล้วนำมาผึ่งลมไว้ 3-4วันแล้วนำไปใช้งานได้

สัดส่วนที่ใช้

1.บำบัดน้ำเสีย em บอล1ลูก/พื้นที่น้ำ 10ลบ.ซม.

*************************************

การทำปุ๋ยโบกาฉิ

 

วัสดุอุปกรณ์

1. มูลสัตว์แห้งทุบให้ละเอียด จำนวน 1ส่วน  2. แกลบ 1ส่วน  3. รำละเอียด ? ส่วน

4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ E.M. ที่ขยายแล้ว 20ซีซี 5. กากน้ำตาล 20ซีซี  6. น้ำสะอาด 10ลิตร

** วิธีทำ**

1. นำมูลสัตว์ แกลบ รำละเอียด ผสมในถัง

2. นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ กากน้ำตาล ละลายในน้ำ ใส่ลงไปในถัง ผสมให้ได้ความชื้น 50%

3. หมักไว้ 7วัน คอยกลับกองทุก ๆ วัน ๆ ละครั้ง เพื่อช่วยลดความร้อน

ประโยชน์ของ em บอล

1.ช่วยบำบัดน้ำเสีย

2.เป็นอาหารปลาในน้ำเพราะemบอลจะทำให้เกิดแพลงตอนในน้ำ

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 22.75 KB
การทำปุ๋ยหมัก

การทำปุ๋ยหมัก

 

 

            ปุ๋ยหมัก เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในทางการเกษตร แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจหรือแพร่หลายเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะสาเหตุหลายประการด้วยกัน เช่น เกษตรกรยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญที่แท้จริงของปุ๋ยหมักว่ามีคุณค่าเพียงใดในการช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น หรือช่วยรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ดีอยู่เสมอ ไม่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ อย่างเช่นปัจจุบันนี้ เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เกษตรกรยังขาดแหล่งข้อมูลที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในการทำปุ๋ยหมักอย่างถูกวิธี เป็นเหตุให้การทำปุ๋ยหมักก็ต้องใช้ในปริมาณมาก และมักไม่เห็นผลอย่างชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น

           การทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เองก็ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ต้องดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ การผลิตปุ๋ยหมักจึงจะได้ผลอย่างเต็มที่ การที่เกษตรกรจะผลิตปุ๋ยหมักขึ้นมาใช้กันอย่างจริงๆจังๆ จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจในการทำปุ๋ยหมัก ต้องเข้าใจในคุณประโยชน์ที่แท้จริงของปุ๋ยหมัก และจะต้องมีความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริงที่จะปรับปรุงที่ดินของตนให้เป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในการเพาะปลูก

หวังว่าเอกสารฉบับนี้ จะช่วยให้เกษตรกรและผู้สนใจ ได้รับความรู้ ความเข้าใจ สามารถทำและใช้ปุ๋ยหมักได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนาที่ดินของตนต่อไป

           การทำปุ๋ยหมักคือ การนำเอาเศษซากหรือวัสดุต่างๆ ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ได้มาจากพืช เช่น เศษหญ้า ใบไม้ ฟางข้าว ผักตบชวา หรือแม้แต่ขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมากองรวมกัน รดน้ำให้มีความชื้นพอเหมาะ หมักไว้จนกระทั่งเศษพืชหรือวัสดุเหล่านั้นย่อยสลายและแปรสภาพไป กลายเป็นขุยสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม มีลักษณะพรุน ยุ่ย ร่วนซุย ที่เรียกว่า "ปุ๋ยหมัก" การย่อยและการแปรสภาพของเศษพืชหรือ วัสดุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ ที่เรียกว่า"จุลินทรีย์" ซึ่งอาศัยอยู่ในกองปุ๋ยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้มีอยู่ มากมายหลายชนิดปะปนกันอยู่และพวกที่มีบทบาทในการแปรสภาพวัสดุมากที่สุดได้แก่ เชื้อราและเชื้อบักเตรี

วิธีการหมักวัสดุต่างๆ ให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก อาจทำใด้หลายๆ วิธี แตกต่างกันไป เช่น การหมักเศษพืชแต่เพียงอย่างเดียวหรือมีการเติมมูลสัตว์หรือปุ๋ยเคมีลงไปในกองปุ๋ยด้วย เพื่อเร่งให้เศษวัสดุแปรสภาพได้เร็วขึ้น การใส่ผงเชื้อจุลินทรีย์เพิ่มเติมลงไปกองปุ๋ยเพื่อเสริมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติหรือการมีรูปแบบของการกองปุ๋ยแตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละวิธีอาจใช้ระยะเวลาในการหมักไม่เท่ากัน และปุ๋ยหมักที่ได้ก็มีคุณภาพแตกต่างกันไป

 

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 24.7 KB
การทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์โดยใช้ไส้เดือน

การทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์โดยใช้ไส้เดือน

การเลี้ยงไส้เดือนดินและการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

         ปัจจัยที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์ของไส้เดือนดิน ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น การระบายอากาศ อาหาร พี เอช ไส้เดือนดินและการทำปุ๋ยหมักเศษซากอินทรียวัตถุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก เศษวัสดุเหลือใช้ทุกชนิดจากภาคการเกษตร อุตสาหกรรม หรือขยะอินทรีย์จากชุมชน มูลสัตว์ เช่น มูลม้า วัว หรือควาย วัสดุอื่นๆ เช่น ฟางข้าว ต้นกล้วย ผักตบชวา เปลือกข้าว และใบกระถิน

รูปแบบที่เหมาะสมในการใช้ไส้เดือนดินกำจัดขยะ

1. การกำจัดขยะเพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในระดับครัวเรือ (แบบหลังบ้าน)

2. การกำจัดขยะเพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในระดับชุมชน (แบบโรงเรือน)

 

การเตรียมโรงเรือนผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

          โรงเรือนกำจัดขยะเพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ต้องมีหลังคากันฝนและพรางแสง เนื่องจากไส้เดือนดินไม่ชอบแสงสว่าง ในบริเวณบ่อเลี้ยงต้องมีตาข่ายปิดด้านบน หรือใช้ตาข่ายกั้นบริเวณด้านข้างรอบโรงเรือนเพื่อป้องกันศัตรูของไส้เดือน

           บ่อเลี้ยงไส้เดือน กว้าง ประมาณ 1 เมตรความยาวแล้วแต่ต้องการ และมีความลึกไม่เกิน 0.5 เมตร

จะใช้เป็นบ่อเลี้ยงที่ใช้ผลิตปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือนดินจากวัสดุอินทรีย์ได้ดีและสะดวกในการจัดการ

          บ่อเก็บน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน ควรก่อสร้างบริเวณด้านข้างโรงเรือนหรือด้านหลังโรงเรือนให้น้ำหมักจากบ่อเลี้ยงไส้เดือนไหล เข้าไปเก็บไว้ในบ่อเก็บน้ำหมักได้ง่าย ขนาดของบ่อเก็บน้ำหมักจะมีขนาดเล็กกว่า

บ่อเลี้ยงไส้เดือนตามความเหมาะสมของปริมาณ น้ำหมักที่ได้

 

การเตรียมวัสดุรองพื้นเพื่อเป็นที่อาศัยของไส้เดือนดิน

 

          ใช้วัสดุอินทรีย์สด เป็นวัสดุรองพื้นหนาประมาณ 6 นิ้ว โดยเน้นส่วนที่เป็นผักสีเขียว วัชพืช ขยะสดโดยจะใช้ปุ๋ยคอกโรยบนหน้า ให้หนาประมาณ 2 นิ้ว โรยปูนขาวให้ทั่วบริเวณ แล้วจึงให้ความชื้นเล็กน้อยประมาณ 20%ของน้ำหนักขยะสดหรือให้เปียกชุ่มแต่ไม่ให้มีน้ำ แช่ขังทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จะพบว่าเกิดขบวนการหมัก สังเกตได้โดยมีความร้อนที่สูงขึ้นทิ้งไว้ประมาณ 4-6 สัปดาห์ความร้อนที่เกิดขึ้นจะ หายไปหรืออาจจะเร็วกว่านี้ ถ้ามีการหมักในกองที่มีความหนาน้อยกว่าที่กำหนดไว้ การหมักที่สมบูรณ์จะทำวัสดุมีสีเข้มจนเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะร่วนซุยไม่มีกลิ่นเหม็น

           การเริ่มต้นเลี้ยงไส้เดือนดิน ในระยะเตรียมการจึงควรมีปริมาณไส้เดือนดินอย่างน้อย 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ ก็จะทำให้ปริมาณไส้เดือนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และทวีจำนวนมากขึ้นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปริมาณอาหารที่ให้ไส้เดือน โดยปกติไส้เดือนดินชอบอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง รวมถึงในดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุจำนวนมาก ไส้เดือนดินสายพันธุ์ไทย Pheretima peguana และ Pheretima posthuma จะกินอาหารเฉลี่ย 120-150 มก./น้ำหนักตัว 1 กรัมต่อวัน และ พบว่าไส้เดือนดินสายพันธุ์ Lumbricus rubellus และ Eisenia foetida จะกินอาหารประมาณ 240-300 กรัมต่อวัน ต่อน้ำหนักไส้เดือน 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นจำนวน 2 เท่าของอาหารไส้เดือนดินสายพันธุ์ไทย

          การให้อาหารที่เป็นเศษอินทรียวัตถุกับไส้เดือนดินในบ่อเลี้ยง นำขยะสดจากชุมชนมาแยกวัสดุที่ไม่ย่อยสลายเช่นถุงพลาสติกต่างๆ ออก ปริมาณขยะสดที่ควรเตรียมให้ไส้เดือนดิน ควรจะมีการเตรียมการหมักให้เริ่มบูดเสียก่อน นำมาใส่ในบ่อเลี้ยงไส้เดือนความหนาไม่เกิน 10 เซนติเมตร เนื่องจากถ้าหนามากกว่านี้ จะทำให้เกิดความร้อน

           การแยกไส้เดือนออกจากปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้แสงไฟไล่ ใช้ตะแกรงร่อนด้วยมือ ในกรณีที่มีมูลไส้เดือนปริมาณน้อย และใช้เครื่องร่อนขนาดใหญ่ ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยแยกไส้เดือนดินออกมาจากกองปุ๋ยหมักในกรณีที่มีปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในปริมาณมาก

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 25.12 KB
การทำหญ้าหมัก

การทำหญ้าหมัก

          หญ้าหมัก หมายถึง พืชอาหารสัตว์ต่าง ๆ ที่นำมาเก็บถนอมไว้ในสภาพอวบน้ำ ในภาชนะปิดที่ป้องกันอากาศ จากภายนอกจนเกิดการหมัก ซึ่งจะช่วยทำให้คุณค่าทางอาหารของพืชเหล่านั้นคงอยู่ สามารถถนอมไว้ใช้ได้ใน ช่วงที่ขาดแคลนหญ้าสด พืชอาหารสัตว์ที่นำมาใช้ในการหมักได้มาจากพืชอาหารสัตว์ที่มีอยู่มากมายในช่วงฤดูฝน ซึ่งเจริญงอกงามดี และมีปริมาณมากเกินพอสำหรับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ยังไม่สามารถเก็บถนอมโดยการ ทำหญ้าแห้งได้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหญ้าหมัก

๑. เครื่องตัดหญ้า สับหญ้า

๒. ภาชนะที่ใช้บรรจุหญ้าสำหรับหมัก เช่น หลุม ถัง ถุงพลาสติก

๓. สารเสริมที่ทำให้การหมักดีขึ้น เช่น กากน้ำตาล เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของหญ้าหมัก ถ้าใช้ข้าวโพด

ข้าวฟ่าง ไม่จำเป็นต้องเสริม

๔. ผ้าพลาสติกสำหรับปิดภาชนะหลุมหรืออุปกรณ์สำหรับปิดปากภาชนะอย่างอื่นเพื่อป้องกันอากาศ

        วิธีการทำหญ้าหมัก  หั่นหรือสับหญ้าสดให้มีขนาด 2-3 ซม. บรรจุหญ้าสดที่หั่นแล้วลงในภาชนะสำหรับหมัก ซึ่งอาจเป็นถุง บ่อซีเมนต์ หลุม ย่ำอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศออกให้หมด ในขณะที่บรรจุหญ้าลงในภาชนะ ละลายกากน้ำตาล พรมให้ทั่ว ๆ เพื่อช่วยให้การหมักดียิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่สามารถหาได้ก็ไม่ต้องใช้ จากนั้นทำการปิดภาชนะบรรจุหญ้า ด้วยแผ่นพลาสติกให้มิดชิดแล้วโรยทับด้วยทรายป้องกันอากาศและน้ำ หลังจากปิดภาชนะแล้ว หมักไว้ 3-4 สัปดาห์ หญ้าเหล่านั้นจะกลายเป็นหญ้าหมัก นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้

หญ้าหมักที่มีคุณภาพดีสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยที่คุณค่าทางอาหารไม่เปลี่ยนแปลง  การใช้หญ้าหมักเลี้ยงโครีดนมไม่ควรใช้เกิน 15 กิโลกรัมต่อวัน และควรให้หลังการรีดนม กรณีเริ่มใช้หญ้าหมัก เลี้ยงควรแบ่งให้วันละน้อยและเพิ่มขึ้นเมื่อสัตว์เคยชิน

 

ข้อควรระวังในการทำหญ้าหมัก

๑. การอัดหญ้าลงในภาชนะที่ใช้หมักต้องอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศที่มีอยู่ในภาชนะออกให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การหมักเกิดได้ดี และหญ้าหมักเสียน้อยที่สุด

๒. การปิดภาชนะที่บรรจุต้องทำให้มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปในกองหญ้าหมัก

๓. เมื่อเปิดภาชนะควรใช้ให้หมดในระยะเวลาอันสั้น และเปิดภาชนะอย่าให้กว้างมาก เพื่อช่วยให้หญ้าหมักเสื่อมช้าลง

๔. หญ้าที่นำมาใช้หมักไม่ควรจะมีความชื้นสูงมากเพราะจะทำให้เกิดน้ำในภาชนะหมักมากเกินไป และ

หญ้าหมักเก็บได้ไม่นาน

๕. ระมัดระวังหนูหรือแมลงสาบที่จะมากัดภาชนะหรือพลาสติกที่ปิดให้เป็นรู อากาศจะเข้าไปทำให้

หญ้าหมักเสียได้

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 23.58 KB
การผลิตถ่านอัดแท่งกะลามะพร้าว

การผลิตถ่านอัดแท่งกะลามะพร้าว

 

          ถ่านอัดแท่งมีคุณภาพสูงเนื่องจากผลิตจากวัสดุที่แตกต่างจากถ่านอัดแท่งทั่วไป คือการนำกะลามะพร้าวมาเป็นวัสดุหลักในการผลิตถ่าน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่ากะลามะพร้าวมีคุณสมบัติพิเศษก็คือติดไฟง่าย เหมาะสำหรับนำมาเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนั้นยังสามารถติดไฟอยู่ได้นาน ตามภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีตนิยมนำเอากะลามะพร้าวมาเป็นเชื้อเพลิง จึงเหมาะที่จะนำมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่งเป็นอย่างมาก ซึ่งได้นำมาผสมรวมกับวัตถุดิบอย่างอื่นที่หาได้ง่ายในชุมชนกลายมาเป็นถ่านที่มีคุณภาพดีออกจำหน่ายได้ นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดขยะในชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

การผลิตถ่านอัดแท่งกะลามะพร้าว

วัสดุที่ต้องเตรียม

1. ถ่านไม้ทั่วไป 10 กิโลกรัม

2. กะลามะพร้าว 20 กิโลกรัม

3. แป้งมัน 4 กิโลกรัม

4. น้ำเปล่า 4-5 เหยือก

- การใช้แป้งมันสามารถช่วยให้ถ่านยึดติดกันเป็นก้อนได้ดีขึ้นเพราะแป้งมันมีความเหนียว

- การใช้กะลามะพร้าวเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟง่าย ไฟแรงและอยู่ได้นาน

วิธีการทำ

          หลังจากที่มีการเตรียมวัสดุครบทุกอย่างแล้ว ก็ให้นำวัตถุดิบทุกอย่างลงผสมกันในเครื่องผสม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ซึ่งในขณะที่ผสมนั้นก็ให้เติมน้ำเรื่อยเพื่อส่วนผสมเข้ากันได้ง่ายขึ้น เมื่อผสมเข้ากันได้ที่แล้ว ก็นำไปใส่ลงในเครื่องอัดแท่ง หลังจากนั้นก็จะได้ถ่านอัดแท่งที่มีขนาดยาวเป็นแท่งเดียว ตัดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ ซึ่งถ่านจะมีขนาดที่พอเหมาะคือยาว 8 นิ้วหรือประมาณ 20 เซนติเมตร ซึ่ง 4 ก้อนจะมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม  หลังจากนำไปตากแดด 1 วันเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำถ่านมาย่างไฟอ่อนๆ ประมาณ 50 องศา เพื่อเป็นการไล่ความชื้นจากถ่านอีกครั้งหนึ่ง และทำให้ถ่านแข็ง ไม่แตกหักง่าย เมื่อนำไปใส่บรรจุภัณฑ์จำหน่ายก็จะง่ายขึ้นแลดูสวยงามเป็นที่ต้องการของตลาด

 

คุณสมบัติพิเศษที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด

1. ติดไฟนานกว่าถ่านชนิดอื่นๆ

2. เมื่อติดไฟแล้วถ่านไม่มีการแตกออกเป็นสะเก็ด

               3. เปลวไฟที่ได้ไม่ทำให้หม้อดำ

4. ไม่มีควันและไม่มีกลิ่นเห็นรบกวน

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 23.25 KB
การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุก

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุก

 

1.วัสดุอุปกรณ์

1.1      ยางรถยนต์ปิกอัพ ขนาดรัศมี 15-18 นื้ว (ถ้าเลือกได้ควรเป็นยางรถปิกอัพ 4 wd เพราะจะมีขนาดใหญ่ สามารถเลี้ยงได้จำนวนมาก)

1.2      ท่อ pvc ขนาด 6 หุนขึ้นไป

1.3      ปูนซีเมนต์

1.4      แสลนบังแดด

1.5      พันธุ์กบและพันธุ์ปลาดุก

1.6      ฝาพัดลมเก่า

1.7      ชวดน้ำกลั่นตัดเป็นกรวย

2. การสร้างคอนโด

2.1      วางท่อระบายน้ำต่อเนื่องกัน ระหว่างคอนโด เพื่อระบายน้ำทิ้งลงสู่บ่อปลาดุก

2.2      นำยางรถยนต์มาวางทับกึ่งกลางท่อระบายน้ำ แล้วใช้ปูนซีเมนต์ยาแนวให้เป็นรูปก้นกระทะเพื่อสะดวกในการให้อาหารและระบายน้ำ

2.3      ทิ้งไว้ให้ปูนแห้ง แล้วนำน้ำมาใส่ให้ท่วมปูน ตัดต้นกล้วยเป็นชิ้นแล้วมาใส่เพื่อเจือจางความเป็นกรด และความเป็นเค็มของปูน แล้วล้างออกด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์

2.4      ทำหลังคาแสลนบังแดด เพื่อไม่ให้ยางถูกแสงแดดมากจนเกินไป ซึ่งอาจทำความเสียหายกับกบได้

2.5      นำยางมาวางซ้อนกัน 3 ชั้น

2.6      ปล่อยกบลงคอนโด คอนโดละ 150 ตัว (อายุกบ 1-2 เดือน)

2.7      ใช้ฝาพัดลมเก่าปิดปากด้านบนของคอนโด เพื่อป้องกันกบกระโดดออกไป

 

 

 

 

3. อาหารกบและการให้อาหาร

3.1  เดือนแรกให้อาหารปลาดุกเล็ก หรือกบเล็กเดือนที่สองให้อาหารปลาดุกรุ่น หรือกบรุ่นเดือนที่สามให้อาหารปลาดุกใหญ่ หรือกบใหญ่โดยการปิดรูระบายน้ำ โดยใช้ท่อ pvc สวมลงไปแล้วเติมน้ำให้เต็มก้นกระทะ โรยอาหารลงไปให้ลอยน้ำ กบจะลงมากินอาหารจนอิ่มแล้วก็จะกลับเข้าไปหลบอาศัยอยู่ในวงยางตามเดิม ในการให้อาหาร ควรจะให้ทีละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง โดยเริ่มให้จากคอนโดแรกจนคอนโดสุดท้าย แล้วย้อนกลับมาดูคอนโดแรกใหม่ ดูว่าอาหารหมดหรือยัง ถ้าหมดก็ให้เพิ่มอีก ให้ทำอย่างนี้ 3-5 ครั้งต่อมื้อ เมื่ออาหารเหลือก็ระบายลงสู่บ่อปลาดุก

3.2 อาหารเสริมจะเป็นพวกหนอน หรือไส้เดือนที่เราสามารถเพาะเลี้ยงเองได้

3.3 ใส่น้ำในขอบวงยาง เพื่อให้ความเย็นแก่กบ

3.4 ควรถ่ายน้ำทุกวัน เช้าและเย็นก่อนให้อาหาร โดยใช้ขวดน้ำกลั่นที่ใช้แล้ว ตัดเป็นกรวย ตักน้ำออกจากวงยาง แล้วระบายน้ำลงสู่บ่อปลาดุก (ที่ใช้ขวดน้ำกลั่น เพราะมีความอ่อนสามารถตักน้ำออกจากวงยางได้หมด แม้ตักถูกตัวกบก็จะไม่ระคายเคือง)

3.5 ไม่แนะนำให้ใช้ไฟล่อแมลงให้กบกินกลางคืน เพราะกบจะไม่ได้พักผ่อน จะจ้องแต่จะกินแมลง และข้อสำคัญคือเราไม่รู้ว่าแมลงบางชนิดมีพิษอยู่ในตัว แมลงที่ไปถูกยากำจักศัตรูพืชและไม่ตายโดยทันที เมื่อมาเล่นไฟและตกลงไปให้กบกิน กบกินยาพิษกำจัดแมลงเข้าไปด้วยก็จะทำให้กบตายในที่สุด

3.6 ควรมีการคัดขนาดทุกๆสัปดาห์ เพราะกบจะมีการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ถ้าไม่คัดขนาดจะเกิดปัญหาการกัดกินกันเองได้

3.7 เมื่อเลี้ยงกบได้ 1 เดือน ควรคัดให้เหลือประมาณ 100 ตัวต่อคอนโด เพื่อไม่ให้แออัดเกินไป    (ถ้ามีเวลาในการจัดการเพียงพอก็สามารถเลี้ยง 150 ตัวต่อคอนโดนไปจนถึงจับขายได้เลย)

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 24.35 KB
การเลี้ยงหมู ( หลุม )

การเลี้ยงหมู ( หลุม )

          ในปัจจุบันการเลี้ยงหมูบ้าน มีทั้งน้ำเสีย และขี้หมูทีส่งกลิ่นเหม็นกระจายไปทั่ว ส่งผลกระทบทำให้สิ่งแวดล้อมเลวลง เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ทนกลิ่นเหม็นไม่ไหวทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ตลอด ซึ่งแต่เดิมเรานิยมเลี้ยงหมูไว้ประมาณ 1-2 ตัว เพื่อเอาไว้กินเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน แล้วหาผักหญ้า ต้นกล้วย บอน มะละกอ เอามาเสริมทำให้ต้นทุนการผลิตไม่สูงเกินไป เป็นการเลี้ยงหมูแบบเก็บออมเงิน เป็นหมูออมสิน แต่ต่อมาวิวัฒนาการด้านอาหารสัตว์ ก้าวหน้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่นสามารถให้อาหารสำเร็จแก่ลูกหมูหย่านม เลี้ยงด้วยอาหาร 4-5 เดือน ก็สามารถทำน้ำหนักตัวได้ถึง 100 กก. แต่เมื่อคิดดูค่าอาหาร การจัดการและเทคโนโลยี แล้วเปรียบเทียบกับราคาขายในท้องตลาด ปรากฏว่า ขาดทุน ดังคำกล่าวที่ว่า เลี้ยงหมูให้เจ๊กทุนหาย กำไรหด หลายคนเลิกเลี้ยงกันแล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน

 จากข้อความดังกล่าวข้างต้นทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมเราไม่กลับไปเลี้ยงหมูแบบเดิม หรือการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติหละ แต่ก็มีเสียงบอกมาว่า มันใช้เวลานานและพวกต้นกล้วย บอน มะละกอ หรือพืชผักต่างๆ ที่เป็นอาหารให้หมูก็ไม่ค่อยมี ขี้หมูก็มีกลิ่นเหม็นโชยไปทั่ว ทำให้ไม่อยากเลี้ยง แต่จากการศึกษาพบว่าการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม) นอกจากจะให้กำไรงามแก่ผู้เลี้ยง เนื่องจากสามารถลดต้นทุนอาหารได้ถึง 70 % แล้วยังทำให้ภารกิจการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเบาแรงลง ไม่ต้องกวาดพื้นคอกกำจัดขี้หมู ไม่มีกลิ่นขี้หมู ไม่เฉอะแฉะ และไม่มีแมลงวันตอม จนสามารถห่อข้าวไปกินในพื้นคอกหมูได้โดยไม่น่ารังเกียจอีกทั้งดินและขี้หมูก็สามารถนำไปทำปุ๋ยขายได้อีก เขาทำกันอย่างไร...ไปดูกัน

          โรงเรือน  ขนาดของคอก กว้าง 3.6 เมตร x ยาว 8.1 เมตร ( ประมาณ 30 ตารางเมตร ) สำหรับเลี้ยงหมูได้ 25 ตัว (หมู 1 ตัว ใช้พื้นที่ประมาณ 1.2 ตารางเมตร) สำหรับขนาดของคอกสามารถยืดหยุ่นได้ตามพื้นที่ ลักษณะของคอกต้องมีลักษณะโปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ควรให้อากาศภายนอกเข้าไปในโรงเรือนมาก แล้วระบายออกไปทางด้านบน

          พื้นคอก

1. ขุดดินออกให้บุกบงไปประมาณ 90 ซม. แล้วผสมวัสดุเหล่านี้ใส่แทนที่ ให้เต็ม เหมือนเดิมที่ขุดออกไป ได้แก่

               1.1 ขี้เลื่อย หรือ แกลบหยาบ 100 ส่วน

               1.2 ดินที่ขุดออก 10 ส่วน

               1.3 เกลือ 0.3-0.5 ส่วน

           เมื่อผสมแกลบ ดิน และเกลือแล้ว ให้ใช้จุลินทรีย์จากน้ำหมักพืช และจุลินทรีย์จากการหมักนม ราดลงพื้นชั้นที่ 1 เมื่อความลึก 30 ซม. โรยดินชีวภาพเชื้อราขาวบาง ๆ และรดน้ำพอชุ่มแล้วทำเหมือนกันทุกชั้น ต่อไปโรยแกลบดิบปิดหน้าหนึ่งฝามือ แล้วปล่อยหมูลงไปได้เลย เมื่อปล่อยหมูลงไปได้สักพักแล้วก็ใช้จุลินทรีย์ 2 ช้อน ต่อ น้ำ 10 ลิตร พ่นลงพื้นคอกเป็นครั้งคราว เมื่อหมูขับถ่าย จุลินทรีย์นี้เองก็จะเป็นตัวย่อยสลายสิ่งปฏิกูลทั้งหลายลงดินไป เมื่อเลี้ยงหมูไปได้เท่านั้น แล้วก็ผสมพื้นคอกใหม่ใส่เข้าไปแทนที่เรานำไปทำปุ๋ย  พื้นคอกไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดไม่ต้องกวาด หมูจะขุดคุ้ย และมีความสุขอยู่กับการกินจุลินทรีย์ ในบรรยากาศที่สบายด้วยระบบถ่ายเทอากาศที่เป็นธรรมชาติ

          การเลี้ยงดู

1. รางน้ำ และรางอาหาร ควรตั้งไว้คนละด้าน เพื่อให้หมูเดินไปมาเป็นการออกกำลังกายการให้อาหารให้เพียงวันละครั้ง

2. ให้พืชสีเขียว 1 ใน 3 ของอาหารที่ให้ เช่น หญ้าสด ต้นกล้วย มะละกอ มันเทศ หรือ วัชพืชที่หมูชอบ

3. อาหารจากตลาดใช้เพียง 30 ส่วน

4. เชื้อราขาวใบไผ่ + ดิน + รำข้าว คลุกผสมไว้ 4-5 วัน เอาอาหารจา กตลาดผสมอย่างละครึ่งหมักรวมกันก่อน 24 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปให้หมูกิน หากมีความสามารถหาหอยเชอรี่ นำมาบดผสมลงไปก็จะลดต้นทุนมาก ไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารจากตลาด ส่วนพืชสีเขียวนำมาสับให้กินเป็นอาหารเสริม

5. น้ำดื่ม การผสมน้ำดื่มสำหรับหมู จะใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ผสมกันดังนี้

 5.1 หัวเชื้อจุลินทรีย์ผัก หรือผลไม้ 2 ช้อน

 5.2 น้ำฮอร์โมนสมุนไพร 1 ช้อน ( เหล้าดองยา )

 5.3 นมเปรี้ยว 3 ช้อน

 5.4 น้ำสะอาด 10 ลิตร

           ผสมให้ดื่มเป็นประจำ หากพื้นคอกแน่น หรือแข็ง ก็ใช้น้ำหมักดังกล่าวพ่น หรือราดจะทำให้พื้นคอกมีกลิ่นหอมจูงใจให้หมูขุดคุ้ย และยังทำให้พื้นคอกร่วนโปร่ง มีอากาศถ่ายเท และ เกิดจุลินทรีย์มากมาย

RAR Archive ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 25.97 KB